ตาล้า เคล็ดลับบำรุงสายตาสำหรับหนุ่มสาว

ตาล้า ภาวะตาล้า
โดยธรรมชาติ การมองส่วนใหญ่ของคนเราจะเป็นการมองในระยะไกลตัว ( ซึ่งกล้ามเนื้อตาจะอยู่ในภาวะคลาย ) แต่เมื่อต้องทำงานที่ต้องมองในระยะใกล้ๆมากขึ้นและนานๆขึ้น กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนือย และเกร็งตัวต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือบ่อยขึ้น การกระพริบตาก็ลดน้อยลง (ปกติคนเราจะกระพริบตาประมาณ 22 ครั้งต่อนาที ขณะอ่านหนังสือจะกระพริบตาลดเหลือ 10 ครั้งต่อนาที และจะเหลือเพียง 7 ครั้งต่อนาทีในการใช้คอมพิวเตอร์ ) ทำให้เกิดอาการล้าของกล้ามเนื้อตา และส่งผลให้เกิดอาการตาแห้งตามมา
และมักพบว่าในกลุ่มคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ จะมีอาการตาล้าและอาการรุนแรงมากกว่าคนที่ใช้ตาจากการเขียนหรืออ่านหนังสือ ทั้งนี้ มีผลมาจากหลายปัจจัย เช่น
ตัวอักษรในคอมพิวเตอร์ไม่คมชัดเท่าตัวพิมพ์
ความไม่นิ่งของสัญญาณจอ (refresh)
แสงสะท้อนจากหน้าจอ
ระยะตำแหน่งความห่างของจอ ซึ่งจะแตกต่างไม่เท่ากับระยะการอ่านหนังสือ (ทำให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาหรือใช้แว่นประจำอยู่เกิดปัญหาได้)
ลักษณะการนั่งทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ไม่ถูกต้อง
แต่ อย่างไรก็เป็นที่ยืนยันได้ว่า จอคอมพิวเตอร์ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายในแง่การแผ่รังสี หรือก่อให้เกิดโรค อาการผิดปรกติที่เกิดเป็นเพียงผลกระทบจากการทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะเท่า นั้น
อาการตาที่ถูกใช้อย่างหักโหม
การมองเห็นภาพซ้อน
เกิดจากกล้าม เนื้อตาที่ควบคุมการรวมภาพของสองตาให้รวมเป็นภาพเดียวไม่เป้นดังปกติ ทำให้เมื่อพยายามมองจะเกิดภาพซ้อน (บางครั้งไม่เกิดภาพซ้อนโดยตรง แต่จะรู้สึกปวดหัว รู้สึกตาล้า ) ตาล้า.

ตาล้า
ตาล้า ปัญหาการโฟกัส (การปรับภาพ)
เมื่อ กล้ามเนื้อตาถูกใช้งานอย่างหนัก เกิดการทำงานของตาอย่างซ้ำๆ เพื่อเลื่อนโฟกัสมองจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง (เช่น มองตัวหนังสือที่พิมพ์ สลับกับการมองที่จอคอมพิวเตอร์ซ้ำๆ ) ทำให้เกิดอาการตาล้าหรือตึงเครียด เป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อส่วนนี้เสื้่อมได้
อาการปวดศรีษะ
เมื่อต้อง ใช้สายตาอย่าหนักโดยการบีบเค้นหรือจ้องมองนานๆอาจเกิดอาการปวดศรีษะ ซึ่งอาจมีสาเหตุ จากกล้ามเนื้อบริเวณคอ และศรีษะเกิดความเครียดจากการเอียง เล็งหามุมมองให้ชัด ถนัด มักพบการปวดศรีษะบริเวณขมับ แม้อาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรงจากการเมื่อยล้าของนัยน์ตา แต่ก็เป็นผลข้างเคียงจากการพยายามจ้องมองในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลให้ปวดศรีษะ และมีอาการเมื่อยล้าของนัยน์ตาได้ง่าย
การป้องกันและบรรเทาอาการ
เราสามารถที่จะป้องกันอาการปวดตาด้วยตัวเราเองโดย
หยุดพักสายตา ควรมีการหยุดพักสายตาขณะทำงานเป็นระยะดังนี้ ตาล้า
ทุก 15-30 นาที ให้หลับตาหรือมองออกไปไกลๆประมาณ 2-3 นาที
ทุก 1 ชั่วโมงควรหยุดทำงาน ลุกขึ้นยืน หรือเดินเปลี่ยนอิริยาบถสัก 3-5 นาที
ทุก 3-4 ชั่วโมงควรหยุดพักทำงาน 15-20 นาที เดินไปมามองไปรอบๆไม่ใช้ตาจับจ้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง (อาจนอนราบหรือหลับตาแทนก็ได้ )
เนื่องจากขณะทำงานตาจะกระพริบน้อยลง จึงควรเพิ่มความตั้งใจกระพริบตาหรือหลับตาเป็นระยะ เพื่อเพิ่มน้ำตาที่เคลือบผิวตา
การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา ( ควรทำเมื่อมีเวลาว่าง )
การนวด วางข้อศอกลงบนโต๊ะ หงายฝ่ามือขึ้น โน้มตัวทิ้งน้ำหนักไปด้านหน้า วางศรีษะลงที่ฝ่ามือ ให้เบ้าตาวางอยู่บริเวณด้านล่างฝ่ามือ นิ้วมือวางอยู่บนหน้าผาก (ระวังอย่าให้มีแรงกดลงไปที่ตัวลูกตา ) หลับตา สูดหายใจเข้าลึกๆช้าๆทางจมูก กลั้นใจไว้ประมาณ 4 วินาที ผ่อนหายใจออก ช้าๆสูดหายใจใหม่ ทำสลับกันแบบนี้ต่อเนื่องประมาณ 15-30 นาที
การประคบ (ใช้การประคบอุ่นสลับกับการประคบเย็น) โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (ระวังร้อนจัด) และผ้าชุบน้ำเย็น (แช่น้ำแข็ง) หลับตาและวางผ้าอุ่นประคบเบ้าตา 30 วินาที – สลับด้วยผ้าเย็น 30 วินาที ทำสลับต่อเนื่องประมาณ 2 นาที แล้วจึงใช้ผ้าแห้งเช็ดนวดเบาๆที่เบ่้าตา ตาล้า.